• “สุมาลี” ถ่ายทอดพระจริยาวัตรอันงดงาม ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีเมื่อครั้งทรงพระเยาว์ ผ่านนิทาน “คนนี้คือใคร”  สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นสมเด็จเจ้าฟ้าผู้มีพระจริยาวัตรอันงดงาม ตั้งแต่ครั้งทรงพระเยาว์ มีพระอุปนิสัยใฝ่เรียนรู้ โปรดการอ่าน พระราชหฤทัยเปี่ยมด้วยความเมตตา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความกตัญญูกตเวทิตา เป็นที่ประจักษ์แก่ชาวไทยมาโดยตลอด                  หลังจากเขียนหนังสือ “อยู่วังสระปทุม” ซึ่งเล่าถึงพระเมตตาคุณในสมเด็จพระเทพรัตนฯ ที่ทรงเอื้อเฟื้อต่อสรรพสัตว์ ทั้งที่ทรงเลี้ยง ที่มาอาศัยพึ่งพระบารมี และที่มีชีวิตอยู่ในที่ต่างๆทั่วประเทศให้เด็กโต รวมไปถึงนักอ่านทุกเพศทุกวัยได้อ่านจนประสบความสำเร็จอย่างสูงมาแล้ว ล่าสุด สุมาลี นักเขียนและนักแปลวรรณกรรมเยาวชนผู้ได้รับรางวัลระดับประเทศ ได้นำพระจริยาวัตรอันน่าชื่นชมยิ่งนี้ของพระองค์มาถ่ายทอดในรูปแบบงานเขียนสำหรับเด็กเล็กเป็นครั้งแรกในชื่อ “คนนี้คือใคร”   ซึ่งถือเป็นการจับปากกาเขียนนิทานครั้งแรกของ สุมาลี ด้วยเช่นกัน โดย สุมาลี เผยว่า “คุณสุวดี จงสถิตย์วัฒนา ขอให้ดิฉันเขียนหนังสือสำหรับเด็กเพื่อร่วมเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ในโอกาสเจริญพระชนมายุครบ ๖๐ พรรษา ดิฉันเห็นว่าพระจริยาวัตรเมื่อทรงพระเยาว์นั้นน่าจะเป็นแบบอย่างแก่เด็กๆ ได้เป็นอย่างดี เช่น โปรดการอ่านหนังสือ ตั้งใจเรียน ทรงช่วยเหลือเพื่อน ครู และเด็กอื่นๆ ดิฉันจึงแต่งเป็นกลอนอย่างง่ายๆ ใช้คำซ้ำๆกัน เพื่อให้เด็กที่เริ่มหัดอ่านหนังสือมีกำลังใจ อ่านได้คล่อง ส่วนคำถามที่ประกอบอยู่ในแต่ละหน้า คุณพ่อคุณแม่คงต้องช่วยอ่านให้ลูกฟัง แล้วช่วยกันหาคำตอบด้วย...

  • หลายคนคงเคยได้ยินหรือมีความเชื่อว่า “ยิ่งอายุมากขึ้น สมองเราก็ยิ่งเสื่อม หลง ๆ  ลืม ๆ” หรืออาจคิดว่า “สมองพัฒนาได้ดีที่สุดในวัยเด็กเท่านั้น แล้วพอเป็นผู้ใหญ่ก็จะเสื่อมไปเรื่อย ๆ ตามธรรมชาติ ฝืนไม่ได้” ซึ่งแอดบอกเลยนะคะว่าความเป็นจริงคือ สมองคนเราสามารถพัฒนาได้ตลอดชีวิต ไม่มีวันที่จะหยุดพัฒนา เพราะเซลล์สมองเจริญเติบโตไปเรื่อย ๆ จนกว่าเราจะเสียชีวิต ถ้าใครสักคนจะเป็นภาวะสมองเสื่อม ก็คงเพราะไม่เคยเปลี่ยนความเคยชิน ได้แต่ปล่อยสมองไปเรื่อยๆ ไม่คิดกระตุ้นส่วนที่หลับใหล ดังนั้นเราก็ลับคมสมองได้ตลอดไม่ว่าจะอายุเท่าไรก็ตาม   นพ.คะโตะ โทะชิโนะริ ผู้เขียนเล่มนี้และเชี่ยวชาญด้านสมองมีแนวคิดว่า “พื้นที่สมองหรือรหัสสมองเราแบ่งได้ 8 กลุ่ม ตามความสามารถแต่ละด้าน ครอบคลุมทั้งสมองซีกขวาและซีกซ้าย” ซึ่งตัวอย่างวิธีฝึกฝนสมองทั้ง 8 ด้าน มีดังนี้ ฝึกฝนสมองด้านความคิด ด้วยการ“มองหาข้อดีของคนรอบข้างให้ได้ 3 ข้อ” การฝึกฝนนี้ไม่ใช่แค่การคิดอย่างลึกซึ้งว่าอีกฝ่ายเป็นคนอย่างไร แต่มีลักษณะเด่นอยู่ที่การมองเห็นคุณค่าของอีกฝ่ายให้ได้แล้ว “เปลี่ยนความคิด” ของตนเอง ถ้าฝึกปรับเปลี่ยนทัศนคติด้วยวิธีคิดแบบนี้ เราก็จะควบคุมอารมณ์ไม่ให้ฉุนเฉียวง่ายได้อีกด้วย ฝึกฝนสมองด้านอารมณ์ ด้วยการ“พูดคุยกับต้นไม้” การพูดคุยกับต้นไม้ดอกไม้ช่วยกระตุ้นรหัสสมองด้านอารมณ์ได้เป็นอย่างดี เพราะการพูดเป็นการสื่ออารมณ์ออกมา และการฝึกฝนวิธีนี้ยังทำให้จิตใจเราสงบลง เยือกเย็นขึ้น ฝึกฝนสมองด้านการสื่อสาร ด้วยการ“พูดคุยกับพนักงานร้านกาแฟ” เวลาคุยกับคนที่ไม่รู้จักเราจะคาดเดาปฏิกิริยาตอบสนองของอีกฝ่ายยาก ทั้งยังไม่รู้ลักษณะนิสัย ตำแหน่งหน้าที่ พื้นความรู้ ดังนั้นสมองด้านการสื่อสารนี้ก็จะได้ทำงานอย่างเต็มที่ ฝึกฝนสมองด้านความเข้าใจ ด้วยการ“อ่านหนังสือที่เคยอ่านเมื่อ 10 ปีก่อนอีกครั้ง” การอ่านครั้งแรกทำให้เข้าใจเรื่องราวในแบบหนึ่ง แต่การกลับมาอ่านซ้ำในช่วงเวลาที่ห่างกันมากหลายๆ ปีก็จะพบว่าเรามีความคิดอ่านและความประทับใจเปลี่ยนไป ที่เป็นเช่นนี้เพราะสมองที่เจริญเติบโตขึ้นทำให้สมองด้านความเข้าใจทำงานต่างไปในครั้งใหม่นี้ นั่นคือถึงจะอ่านหนังสือเล่มเดิมแต่สมองที่ใช้ย่อมไม่เหมือนเดิม ฝึกฝนสมองด้านการเคลื่อนไหว ด้วยการ“แปรงฟันด้วยมือที่ไม่ถนัด” การแปรงฟันด้วยมือข้างที่ไม่ถนัดและการแลบลิ้นเข้าออกนั้น นอกจากจะเป็นการใช้กล้ามเนื้อที่ปกติไม่ได้ใช้แล้วยังช่วยบรรเทาอาการปวดบริเวณต้นคอถึงบ่าได้อีกด้วย ดังนั้นจึงควรทำเป็นประจำทุกวัน ฝึกฝนสมองด้านการได้ยิน...

2 รายการ