นานมีบุ๊คส์ชวนพ่อแม่ใช้หนังสือ EF พัฒนาทักษะสมองลูกรัก เพราะอนาคตของลูกขึ้นอยู่กับทักษะ EF ของลูกช่วง 0-6 ปี

ลูกของใครใครก็รัก แต่จะรักลูกถูกทางหรือเปล่าต้องดูให้ดี เพราะสมัยนี้เทคโนโลยีเข้ามาสู่เด็กอย่างง่ายดาย พ่อแม่หลายท่านเห็นลูกมีความสุขเมื่อใช้เวลาอยู่กับแท็บเล็ตก็หยิบยื่นให้ ทุกเมื่อยามที่ลูกร้องไห้งอแง ถึงเวลาแล้วที่พ่อแม่ยุคใหม่จะต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง หากอยากให้ลูกรักเติบโตไปเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในการเรียน ชีวิตส่วนตัว ชีวิตครอบครัว และชีวิตการทำงาน

ล่าสุดนักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบทักษะทางสมอง ซึ่งเป็นทักษะการคิดขั้นสูงที่อยู่ในสมองส่วนหน้า เรียกศัพท์เฉพาะว่า “Executive Functions (EF) หรือ ทักษะสมองเพื่อชีวิตที่สำเร็จ” โดยสถาบันอาร์แอลจีได้สรุปองค์ประกอบไว้ ด้าน คือ 1) ความจำเพื่อใช้งาน (Working memory) 2) การยั้งคิด ไตร่ตรอง (Inhibitory Control) 3) การยืดหยุ่นความคิด และคิดนอกกรอบ (Shift หรือ Cognitive Flexibility) 4) การใส่ใจจดจ่อ(Focus / Attention) 5) การควบคุมอารมณ์ (Emotional Control) 6) การวางแผนและการจัดระบบดำเนินการ(Planning and Organizing) 7) การประเมินตนเอง (Self –Monitoring) รวมถึงการตรวจสอบการงานเพื่อหาจุดบกพร่อง และรู้ตัวว่ากำลังทำอะไร ได้ผลอย่างไร  8) การริเริ่มและลงมือทำ (Initiating) 9) ความพากเพียรมุ่งสู่เป้าหมาย (Goal-Directed Persistence)

อาจารย์ธิดา พิทักษ์สินสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาสำหรับเด็ก และกรรมการบริหารสมาคมอนุบาลศึกษาแห่งประเทศไทยฯ กล่าวถึงความสำคัญของทักษะ EF ว่า ทักษะสมอง EF คือ กระบวนการทางความคิด ประกอบด้วยทักษะ 3 ด้าน คือ ทักษะพื้นฐาน ทักษะกำกับตนเอง ทักษะของการปฏิบัติ ซึ่งจะไปตอบโจทย์ว่าถ้าสมองของเรามีศักยภาพที่เกิดจากทักษะทั้ง ด้าน จะทำให้เรามีชีวิตที่ประสบความสำเร็จ  ทักษะเป็นสิ่งที่ต้องการการฝึกฝน ทำซ้ำๆ การพัฒนาทักษะEF จะทำให้สมองสามารถทำงานได้อย่างอัตโนมัติ  แต่สมองส่วนหน้าซึ่งเป็นที่ปฏิบัติการของทักษะ EF จะเติบโตช้ากว่าสมองอีกสองส่วน คือสมองส่วนอารมณ์กับสมองส่วนสัญชาตญาณ  ดังนั้นจึงพบว่าเด็กเล็กๆ จึงมีพฤติกรรมแปรปรวนไปตามอารมณ์ได้โดยง่าย    เด็กจึงมักอาละวาด ใครตีเขา  เขาก็จะตีเขากลับ เพราะสมองส่วนหน้ายังทำหน้าที่ได้ไม่ดี

ขวัญใจ ตันติวรถาวร 01

สามารถส่งเสริม EF ได้ ตั้งแต่เด็กยังเป็นทารก และช่วงอายุที่มีการพัฒนาได้มากที่สุดคือ ช่วงอายุ 3-6 ขวบ พอโตกว่านั้นอัตราการพัฒนาก็จะเริ่มลดลง แต่ก็ยังคงต้องพัฒนาต่อไปอย่างต่อเนื่อง  นอกจากนี้ปัจจัยที่สำคัญที่ส่งผลต่อการพัฒนาทักษะสมอง EF คือ ความผูกพันที่ดี รู้สึกอบอุ่นปลอดภัย เรียกว่า เป็นความผูกพันแบบปลอดภัยที่เด็กจะอยู่รอดและอยู่ได้ดีในโลกใบนี้ และส่งผลให้สมองส่วนหน้าทำหน้าที่ได้ดี เพราะฉะนั้นการที่แม่อุ้มทารกตั้งแต่แรกเกิด โอบกอด ร้องเพลง ให้ความรัก สิ่งเหล่านี้จะสานให้เกิดความรู้สึกผูกพันและมีความปลอดภัย ทำให้เด็กสามารถพัฒนา EF ของ ตนได้ดี แต่ถ้าฐานยังไม่รู้สึกปลอดภัยมั่นคง ก็จะกระทบต่อทัศนคติต่อการมองโลกของเด็ก ซึ่งเป็นสิ่งที่แก้ยาก เด็กจะหวาดระแวง กลัวคนโน้นจะคิดแบบนี้ กลัวคนนี้จะคิดแบบนั้น สิ่งเหล่านี้แก้ยาก

วิธีการพัฒนาทักษะ EF ของ เด็กสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การช่วยเหลือตัวเองในกิจวัตรประจำวัน การช่วยงานบ้าน การต่อบล็อก วาดภาพระบายสี การเล่านิทาน อ่านหนังสือ ร้องรำทำเพลง เป็นต้น

การอ่านถือเป็นเครื่องมือชั้นเยี่ยมในการพัฒนาทักษะ EF อาจารย์ธิดา พิทักษ์สินสุข กล่าวเสริมว่า ทำไม เราถึงเอาหนังสือมาพูดถึงกันเยอะ เพราะหนังสือดีมีคุณภาพเป็นเครื่องมือที่ดีมากและใช้ง่าย เพราะสามารถเริ่มต้นใช้ได้ตั้งแต่เด็กเล็กๆ เพื่อให้เด็กคุ้นเคยกับหนังสือ หนังสือยังช่วยสร้างความผูกพันที่ดีได้โดยง่าย เพราะเมื่อเอาลูกมานั่งตักแล้วโอบกอดไว้ขณะฟังเสียงและเห็นแววตาของแม่ หนังสือจึงนำพาความสุขมาให้ ถ้าพูดถึงคุณภาพของเนื้อหา เรื่อง รูปภาพ สามารถสร้างแรงบันดาลใจ สร้างแรงจูงใจ ในต่อที่สองพ่อแม่จะใช้หนังสือเพื่อพัฒนาทักษะ EF ได้ เช่น สอนให้รู้จักการวางแผน สอนให้เห็นโทษของการเป็นคนขี้โมโหรู้จักควบคุมอารมณ์ สอนให้หนูช่วยเหลือคนอื่นให้มีน้ำใจ มันเป็นการสอนที่แนบเนียน อ่อนโยน ค่อยเป็นค่อยไป สิ่งที่แม่พ่อสอนคู่ไปกับความรักซึ่งจะประทับตราตรึงอยู่ในใจเด็ก

ล่าสุดสำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์ได้เข้าร่วมโครงการคัดสรรหนังสือเด็กที่ส่งเสริม EF ซึ่งมีรายชื่อหนังสือที่สร้างเสริมและพัฒนาทักษะ EF ทั้งหมด 26 เล่ม ดังนี้ ฉันชื่อ…เจน, จุ๊ดจิ๊ดกับจิ๊ดจุ๊ดยิ่งกว่าชนะเลิศก้อนเมฆมีน้ำใจแพนเค้กของบุ๋มบิ๋ม, หมีจอมซ่ากับกระต่ายเจ้าปัญญาถู แตะ เป่า เขย่า สนุกจังอายอายคนเก่ง, ฉันชอบตัวเองจังเลยฉันชอบเธอจังเลยมืดตึ๊ดตื๋อเพื่อนผมเป็นหนุมาน, ขนฟูอยากเหมือนเพื่อนปูยักษ์อยากสวยบ้านไร่สามัคคี, มะลิกับไมโลเตรียมตัวเที่ยวทะเลถ้วยฟูกลัวจังเลยถ้วยฟูโกรธแล้วนะ, ห่านน้อยนักแก้ปัญหาหมีน้อยจอมพลังรออีกนิดนะคนดีข้าวตังตามหาข้าวตู, โจโจ้ขี้โมโหกล่องสุดถนอมวันหนึ่งผมจะโต และต้องดีขึ้น (อีกนิดนึง)

หนังสือแปลงสิ่งที่เป็นนามธรรมด้านจิตใจ ให้เข้าใจง่าย เช่น นิทานเรื่อง ฉันชื่อ…เจน” ที่ ถ่ายทอดสะท้อนถึงความรักและความสุขมากมายในวัยเด็กกับธรรมชาติ ความฝันซึ่งในที่สุดก็เป็นจริงได้ เจนอยู่ในวัยใกล้เคียงกับเด็กๆ ที่ได้อ่านได้ฟัง  จึงเป็นทั้งต้นแบบและแรงบันดาลใจให้กล้าคิดกล้าฝัน อย่างเจนที่สนใจเรื่องของชิมแปนซี เรื่องของสัตว์ป่า และใฝ่ฝันที่จะทำงานด้านนี้มาตั้งแต่เด็กๆ ก็จะนำมาสอนเด็กได้ว่า ถ้าเด็กชอบทำขนม ขยัน ตั้งใจทำ วันหนึ่งเด็กๆ ก็จะเป็นกุ๊กที่ดีก็ได้

หนังสือ-EF นานมีบุ๊คส์

หนังสือบางเล่มสามารถต่อเนื่องไปถึงกิจกรรม เช่น แพนเค้กของบุ๋มบิ๋ม” สามารถกระตุ้นแรงจูงใจให้เด็กอยากทำแพนเค้กบ้าง ซึ่งตัวละครในเล่มจะเป็นต้นแบบให้กับเด็ก เวลาลูกทำแล้วลูกต้องแบ่งนะ เหมือนกับบุ๋มบิ๋มที่เป็นคนใจดี” นิทานเรื่องนี้ทำให้เกิดกิจกรรมต่อเนื่อง อาจพัฒนาทำไข่เจียวหรือขนมอื่นๆ ต่อไป

อาจารย์ธิดา พิทักษ์สินสุข ฝากถึงคุณพ่อคุณแม่ว่า การ ลงทุนกับการซื้อหนังสือให้ลูกเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะเป็นเครื่องมือที่ดีในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูก หยิบใช้ได้ง่ายและบ่อย ใช้ได้ทั้งแม่กับลูก พ่อกับลูก และเด็กเองก็หยิบมาเปิดเองได้บ่อยๆ เวลาที่พ่อแม่สอนแล้วเด็กมาเปิดเอง มันก็เหมือนเขาได้กล่อมเกลาตัวเองอยู่เรื่อยๆ และทำให้การพัฒนาของเขามีความต่อเนื่อง เด็กก็มีความสุขกับความสงบ การอยู่นิ่งๆ กับสิ่งที่ตนเองสนใจ เป็นการฝึกนิสัยจดจ่ออย่างดี การลงทุนกับลูกในช่วงวัย 0-6 ปีคือสำคัญที่สุด ลงทุนไปไม่มีขาดทุน มีแต่คุณค่าที่อยู่ในตัวลูก

ขวัญใจ ตันติวรถาวร คุณแม่น้องเพนตะวัย 4 ขวบ และน้องเฮ็คซะ วัย 1 ขวบ เผยว่า ปกติ ที่บ้านจะอ่านหนังสือให้ลูกฟังทุกคืนก่อนนอน 2-5 เล่ม และบางทีกลางวันมีเวลาว่างก็จะหยิบมาอ่าน ยิ่งเล่มไหนที่เขาชอบมากก็จะให้อ่านวนอ่านซ้ำอยู่อย่างนั้น บางทีพ่อก็จะมาอ่านด้วย พ่อก็จะมีการใส่เสียงให้น่าตื่นเต้นตามตัวละครด้วย และตอนนี้ทุกคนในบ้านก็ชอบอ่านหนังสือกันหมด ทั้งพ่อ แม่ ตา ยาย ซึ่งพอได้ลองให้ลูกมาอ่านหนังสือ EF ก็ เห็นผล คือ ลูกมีพัฒนาการไปในแนวทางที่ดีขึ้น เห็นได้จากที่ลูกเปลี่ยนโรงเรียนมาสามครั้ง แต่ก็สามารถปรับตัวได้ ไม่ได้รู้สึกแปลกแยกหรืออึดอัด ไม่เคยร้องไห้ไม่อยากไปโรงเรียน เขารู้จักหน้าที่ของตนเอง รู้จักรับผิดชอบว่าเขาควรจะทำอะไร ไปโรงเรียนทำอะไร และกลับมาบ้านต้องช่วยอะไร

นิทาน เล่มโปรดของลูกคือ เรื่องถ้วยฟูโกรธแล้วนะ พอเขาเห็นว่าถ้วยฟูมีอารมณ์โกรธ เขาก็จะบอกว่าถ้างั้นครั้งต่อไปเวลาเพ็ญตะโกรธ เพ็ญตะก็จะทำแบบถ้วยฟู คือ เขาจะคิดตาม จึงคิดว่าอย่าคิดว่าเด็กๆ ในวัยนี้จะไม่รู้เรื่อง แม้ว่าเขาจะยังอ่านไม่ออกเขาจะใช้วิธีการดูภาพ แล้วคนเป็นพี่ก็จะแต่งเรื่องราวจากภาพขึ้นมาเอง ซึ่งเมื่อพี่เล่าน้องฟัง น้องก็จะรู้สึกว่าพี่ของเขาอ่านหนังสือให้เขาฟังแม้ว่าจะไม่รู้ว่าเรื่องนี้ ถูกหรือผิด พี่ก็จะจินตนาการของเขาเองว่าควรจะสอนน้องแบบไหนที่ดัดแปลงแล้วดีมีประโยชน์ แบบนี้

นอก จากนี้ลูกยังชอบเรื่องฉันชอบตัวเอง ลูกบอกว่าเวลาแม่อ่านเล่มนี้ให้ฟังทำให้รู้สึกว่าเขาภูมิใจในตัวเอง รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า และพร้อมช่วยเหลือคนอื่นในขณะที่ตนเองมีอายุเพียงแค่ 4 ขวบ โดยลูกจะบอกว่าเพ็ญตะจะช่วยดูน้อง เพ็ญตะจะดูแลคุณยาย เพราะว่าเพ็ญตะมีความภูมิใจในตนเอง มีคุณค่า ซึ่งในชีวิตจริงเขาก็จะคอยดูแลคุณตาคุณยายตลอด ดังนั้นคิดว่าการอ่านหนังสือเป็นการปลูกจิตสำนึกให้เขาจริงๆ

ได้เห็นถึงข้อดีของการพัฒนาทักษะ EF ให้ ลูกกันแล้ว รอช้าอยู่ไยรีบไปหาหนังสือดีๆ มาพัฒนาสมองของลูกกันเถอะ เพราะความสำเร็จของลูกอยู่ในมือของท่าน ตัดสินใจให้ดี แล้วเลือกวิธีให้ถูกทางกันได้แล้ว

ดูรายการหนังสือ EF ทั้งหมด คลิก

 

Nevermoor บททดสอบชี้ชะตา

    Nevermoor บททดสอบชี้ชะตา เริ่มต้นจากความโชคร้าย เด็กที่ไม่มีใครต้องการ สู่การผจญภัยอันน่าตื่นตะลึง...วรรณกรรมเยาวชนที่เหมาะชะมัดกับสังคมปัจจุบัน     มอร์ริแกน โครว์ เด็กหญิงอายุย่าง 11 ปีประสบปัญหาเหมือนเด็กสมัยนี้ เธอเกิดมาโดยรู้สึกว่าตนเองไม่เป็นที่ต้องการของใคร ถูกตราหน้าว่าต้องคำสาปและเป็นตัวนำพาความโชคร้ายมาให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง เธอไม่มีเพื่อน คนในครอบครัวก็ปฏิบัติกับเธอเหมือนเธอไม่มีตัวตน ยกเว้นเมื่อเกิดเหตุการณ์ร้ายๆ ผู้ใหญ่รอบตัวก็จะหาเหตุผลมาโยงว่าเป็นเพราะเธอ...น่าเขกกะโหลกผู้ใหญ่พวกนี้ไหมล่ะ เท่านั้นยังไม่พอ มอร์ริแกนโตมาพร้อมความเชื่อที่ถูกกรอกหูทุกวันว่าเมื่ออายุครบ 11 ปีเธอจะต้องตาย ฟังดูแล้วน่าหดหู่สำหรับเด็กตัวเล็กๆ คนหนึ่ง...เอาน่า ไหนดูซิว่าเรื่องราวจะพลิกผันให้เธอกลับมาเป็นที่รักของคนทั่วไป รวมถึงมีพลังวิเศษเหมือนอย่างตัวเอกในวรรณกรรมเด็กเรื่องอื่นๆไหม     หลังจากใช้ชีวิตมา 10 ปี มอร์ริแกนได้โอกาสเริ่มต้นชีวิตใหม่ในเมือง Nevermoor (ชื่อหนังสือมาแล้ว >

กลยุทธ์สอนเด็กอย่างแนบเนียนด้วยวรรณกรรม

    ปัจจุบัน ผู้คน เหตุการณ์ รวมถึงสิ่งต่าง ๆ ที่แวดล้อม ย่อมมีอิทธิพลเป็นอย่างมากต่อการดำเนินชีวิตของเด็ก เพราะสิ่งเหล่านั้นล้วนให้ประสบการณ์ชีวิตทั้งทางตรงและทางอ้อม และมีส่วนสำคัญในการหล่อหลอมคุณลักษณะต่างๆ ของพวกเขา   หนังสือเองก็ถือว่ามีอิทธิพลและเป็นช่องทางหนึ่งที่ให้ประสบการณ์ชีวิตทางอ้อมกับผู้อ่าน ไม่ว่าผู้อ่านเหล่านั้นจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ ดังนั้นการส่งเสริมให้เด็กรักการอ่านจึงสำคัญ แต่สิ่งสำคัญมากไปกว่านั้นคือการอ่านหนังสือที่ดี มีคุณภาพ และมีความหลากหลาย นอกจากหนังสือวิชาการแล้ว หนังสือวรรณกรรมก็สามารถช่วยพัฒนาเด็กและเยาวชน ช่วยปลูกฝังทัศนคติที่ดีงาม ความคิดสร้างสรรค์ ยกระดับสติปัญญาและจิตใจ เพราะเรื่องราวในหนังสือเล่มหนึ่งล้วนมีอิทธิพลต่อความรู้สึก ความคิด รวมถึงมุมมองต่อโลก เมื่อเด็กอ่านวรรณกรรม พวกเขาจะซึมซับคุณลักษณะที่ดีของตัวละครทีละเล็กทีละน้อย จึงกล่าวได้ว่าการที่ผู้ใหญ่คัดเลือกวรรณกรรมสักเล่มหนึ่งให้เด็กอ่านถือเป็นกลยุทธ์ในการสอนเด็ก ๆ อย่างแนบเนียนและมีประสิทธิภาพ   วรรณกรรมทั้ง 10 ชุดที่จะแนะนำต่อไปนี้ นานมีบุ๊คส์คัดสรรแล้วว่ามีเนื้อเรื่องและตัวละครที่ให้แง่คิดและมีคุณลักษณะที่โดดเด่นในแง่มุมต่าง ๆ และหวังว่าสักเรื่องจะโดนใจคุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครองรวมถึงตัวน้อง ๆ เอง   1 แฮร์รี่ พอตเตอร์ “ความกล้าหาญและเสียสละ”     เรื่องราวการผจญภัยในโลกเวทมนตร์ของ “เด็กชายผู้รอดชีวิต” วรรณกรรมเยาวชนขวัญใจคนทั่วโลก   เมื่อถึงวันเกิดปีที่สิบเอ็ดของแฮรรี่...

2 เล่มแนะนำช่วยจัดการอารมณ์โกรธได้อยู่หมัด

  ความโกรธเป็นเพียงอารมณ์เดียวที่ทำลายทุกอย่างลงได้ภายในพริบตา ทั้งความสัมพันธ์ภายในครอบครัว การงาน และมิตรภาพ   วลี โกรธคือโง่ โมโหคือบ้า ยังคงใช้ได้ในทุกยุคทุกสมัย เปรียบเปรยได้กับคนที่มีอารมณ์โกรธและโมโหจนควบคุมตัวเองไม่ได้ ใครที่รู้เท่าทันอารมณ์และสะกัดกั้นความโกรธไว้ได้ถือโชคดี แต่ส่วนใหญ่กลับไม่เป็นเช่นนั้น   แท้จริงแล้ว “ความโกรธ” เป็นเพียงความเคยชินทางอารมณ์ ถ้ารู้ตัวก็แก้ไขได้ วันนี้เราจึงขอแนะนำแนวทางที่จะทำให้คุณรู้จักและรับมือกับความโกรธ ผ่านหนังสือ 2 เล่ม ทั้งจัดการอารมณ์ตัวเอง และรับมือกับอารมณ์เจ้าตัวเล็ก ได้อยู่หมัดโดยผู้เชี่ยวชาญจากประเทศญี่ปุ่น   มาเริ่มกันที่เล่มแรก จ้างให้ก็ไม่โกรธ หนังสือเล่มนี้เขียนโดย ชุนซุเกะ อันโดะ (Shunsuke Ando) ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการจัดการความโกรธ (Anger Management) เป็นคนแรกที่นำเทคนิคนี้มาเผยแพร่ในประเทศญี่ปุ่น และดำรงตำแหน่งประธานกรรมการสมาคมการจัดการความโกรธแห่งประเทศญี่ปุ่น เนื้อหาเริ่มตั้งแต่การสังเกตรูปแบบความโกรธของตัวเอง เวลาโกรธคุณเป็นแบบไหน และความรุนแรงของความโกรธอยู่ระดับใด บางคนโกรธแล้วชอบระบายอารมณ์ใส่คนอื่นหรือทำลายข้าวของ บางคนโกรธแล้วชอบเก็บกดความโกรธเอาไว้ในใจ หนังสือเล่มนี้ช่วยให้คุณค้นพบรูปแบบความโกรธของตัวเองผ่านการทำแบบทดสอบง่ายๆจนรู้ถึง “นิสัยโกรธ”ของตัวเอง เพราะนิสัยก็คือความเคยชินทางอารมณ์ ถ้ารู้ตัวก็แก้ไขได้ จากนั้นนำเสนอวีธีแก้ไขด้วยการรับมือกับความโกรธในรูปแบบต่างๆพร้อมโปรแกรมการจัดการความโกรธให้อยู่หมัดภายใน 21 วัน หนังสือเล่มนี้จึงเปรียบเสมือนแผนที่ที่คอยแนะนำวิธีรับมือกับความโกรธซึ่งอาจะเกิดขึ้นกับคุณในอนาคต นำทางให้คุณสามารถจัดการอารมณ์ตัวเอง โดยไม่หงุดหงิดหรือโกรธใครง่ายๆอีกต่อไป   ส่วนเล่มต่อไป...

ฝุ่น PM2.5 ทำไมจึงร้าย! พร้อมเรียนรู้ภัยธรรมชาติที่เด็กๆ ควรรู้ ในการ์ตูนความรู้ จากนานมีบุ๊คส์

  จากสถานการณ์หมอกควัน จ.เชียงใหม่ ยังอยู่ในช่วงวิกฤติ เพราะจากรายงานสถานการณ์และคุณภาพอากาศประเทศไทย ผ่านเว็บไซต์กรมควบคุมมลพิษ วันที่ 22 มีนาคม 2562 ค่าปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ใน ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย สูงถึง 198 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างมาก หากเข้าจมูกไปสู่เส้นเลือดฝอยและกระจายไปตามอวัยวะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อดวงตา เกิดอาอาการแสบจมูก และถ้าฝุ่นละอองสะสมอยู่ในอวัยวะเป็นเวลานานจะก่อให้เกิดความเสี่ยงของโรคหอบหืด โดยเฉพาะเด็กๆ ที่มีปัญหาด้านสุขภาพเป็นทุนเดิม ผู้ปกครองควรดูแลอย่างใกล้ชิด ที่สำคัญคุณพ่อแม่ควรสอนให้ลูกรู้จักและเข้าใจถึงอันตรายจากมลพิษทางอากาศเพื่อที่เขาจะสามารถป้องกันตัวเองในเบื้องต้นจากอันตรายเหล่านั้น ก่อนโรคร้ายจะแวะมาทักทายลูกน้อยของเรา   วันนี้นานมีบุ๊คส์ ขอแนะนำหนังสือการ์ตูนความรู้ พร้อมความสนุกสนาน ชวนเฮฮา ที่จะช่วยให้เด็กๆ สนุกกับการอ่านมากขึ้น เกี่ยวกับอันตรายจากภัยธรรมชาติ ที่ไม่ควรมองข้าม เล่มที่ 1 เซฟตีแมน ฮีโร่พันธ์โก๊ะ ตอน อันตรายในโรงเรียน   หนังสือรอบรู้เรื่องความปลอดภัยจากอันตรายต่างๆที่สามารถเกิดขึ้นในโรงเรียน อย่างอันตรายจากฝุ่นละเอียดที่คุกคามชีวิต พร้อมอธิบายเกร็ดความรู้เกี่ยวกับลักษณะของฝุ่น อย่างฝุ่นที่มีขนาดเล็กกว่า 10 ไมโครเมตร ที่เกิดจากไอเสียรถยนต์หรือโรงงาน เรียกว่า...

ชวน Rebel Girls เปลี่ยนแปลงสังคม

  “แด่เด็กหัวรั้นบนโลกใบนี้ เธอคือความหวัง เธอคือพลัง จงอย่าก้าวถอยหลัง แล้วทุกคนจะมุ่งไปข้างหน้า” เมื่อดิฉันได้อ่านข้อความที่ ฟรันเชสกา คาวัลโล และเอเลนา ฟาวิลลี เขียนเกริ่นในหนังสือเล่มใหม่ “ร้อยเรื่องเล่าของผู้หญิงเปลี่ยนโลก 2” แล้ว รู้สึกฮึกเหิม เติมไปด้วยไฟ ตอนที่จะแปลคำว่า Rebel เป็นภาษาไทย ทีมงานครุ่นคิดหนัก จะใช้ “หัวรั้น” “ดื้อ” “ขบถ” หรืออะไรดี เราต้องทบทวนความตั้งใจว่า ทำไมถึงอยากจัดพิมพ์ร้อยเรื่องเล่านี้ (ซึ่งตอนนี้รวมกับเล่ม 1 ก็เป็น 200 เรื่องเล่าแล้ว)   คุณสุวดี จงสถิตย์วัฒนา ก่อตั้งนานมีบุ๊คส์เมื่อ 27 ปีที่แล้วด้วยความตั้งใจสร้างสังคมที่รู้จักตั้งคำถาม “ทำไมเป็นอย่างนั้น” “ทำไมต้องทำแบบนี้” แนวคิด “ผู้ใหญ่ ผู้น้อย” สไตล์ไทยดูเหมือนจะบังคับให้ “ทำ ๆ ไปเถิด” และไม่ส่งเสริมให้ตั้งคำถาม หากเราเมินเฉยกับสภาพปัจจุบัน...

นานมีบุ๊คส์ชวนพ่อแม่ใช้หนังสือ EF พัฒนาทักษะสมองลูกรัก เพราะอนาคตของลูกขึ้นอยู่กับทักษะ EF ของลูกช่วง 0-6 ปี

ลูกของใครใครก็รัก แต่จะรักลูกถูกทางหรือเปล่าต้องดูให้ดี เพราะสมัยนี้เทคโนโลยีเข้ามาสู่เด็กอย่างง่ายดาย พ่อแม่หลายท่านเห็นลูกมีความสุขเมื่อใช้เวลาอยู่กับแท็บเล็ตก็หยิบยื่นให้ ทุกเมื่อยามที่ลูกร้องไห้งอแง ถึงเวลาแล้วที่พ่อแม่ยุคใหม่จะต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง หากอยากให้ลูกรักเติบโตไปเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในการเรียน ชีวิตส่วนตัว ชีวิตครอบครัว และชีวิตการทำงาน ล่าสุดนักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบทักษะทางสมอง ซึ่งเป็นทักษะการคิดขั้นสูงที่อยู่ในสมองส่วนหน้า เรียกศัพท์เฉพาะว่า “Executive Functions” (EF) หรือ “ทักษะสมองเพื่อชีวิตที่สำเร็จ” โดยสถาบันอาร์แอลจีได้สรุปองค์ประกอบไว้ 9 ด้าน คือ 1) ความจำเพื่อใช้งาน (Working memory) 2) การยั้งคิด ไตร่ตรอง (Inhibitory Control) 3) การยืดหยุ่นความคิด และคิดนอกกรอบ (Shift หรือ Cognitive Flexibility) 4) การใส่ใจจดจ่อ(Focus / Attention) 5) การควบคุมอารมณ์ (Emotional Control) 6) การวางแผนและการจัดระบบดำเนินการ(Planning and Organizing) 7) การประเมินตนเอง (Self –Monitoring) รวมถึงการตรวจสอบการงานเพื่อหาจุดบกพร่อง และรู้ตัวว่ากำลังทำอะไร ได้ผลอย่างไร  8) การริเริ่มและลงมือทำ (Initiating) 9) ความพากเพียรมุ่งสู่เป้าหมาย (Goal-Directed Persistence) อาจารย์ธิดา พิทักษ์สินสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาสำหรับเด็ก และกรรมการบริหารสมาคมอนุบาลศึกษาแห่งประเทศไทยฯ กล่าวถึงความสำคัญของทักษะ EF ว่า “ทักษะสมอง EF คือ กระบวนการทางความคิด ประกอบด้วยทักษะ...