2 เล่มแนะนำช่วยจัดการอารมณ์โกรธได้อยู่หมัด


  ความโกรธเป็นเพียงอารมณ์เดียวที่ทำลายทุกอย่างลงได้ภายในพริบตา ทั้งความสัมพันธ์ภายในครอบครัว การงาน และมิตรภาพ

  วลี โกรธคือโง่ โมโหคือบ้า ยังคงใช้ได้ในทุกยุคทุกสมัย เปรียบเปรยได้กับคนที่มีอารมณ์โกรธและโมโหจนควบคุมตัวเองไม่ได้ ใครที่รู้เท่าทันอารมณ์และสะกัดกั้นความโกรธไว้ได้ถือโชคดี แต่ส่วนใหญ่กลับไม่เป็นเช่นนั้น

  แท้จริงแล้ว “ความโกรธ” เป็นเพียงความเคยชินทางอารมณ์ ถ้ารู้ตัวก็แก้ไขได้ วันนี้เราจึงขอแนะนำแนวทางที่จะทำให้คุณรู้จักและรับมือกับความโกรธ ผ่านหนังสือ 2 เล่ม ทั้งจัดการอารมณ์ตัวเอง และรับมือกับอารมณ์เจ้าตัวเล็ก ได้อยู่หมัดโดยผู้เชี่ยวชาญจากประเทศญี่ปุ่น

  มาเริ่มกันที่เล่มแรก จ้างให้ก็ไม่โกรธ หนังสือเล่มนี้เขียนโดย ชุนซุเกะ อันโดะ (Shunsuke Ando) ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการจัดการความโกรธ (Anger Management) เป็นคนแรกที่นำเทคนิคนี้มาเผยแพร่ในประเทศญี่ปุ่น และดำรงตำแหน่งประธานกรรมการสมาคมการจัดการความโกรธแห่งประเทศญี่ปุ่น เนื้อหาเริ่มตั้งแต่การสังเกตรูปแบบความโกรธของตัวเอง เวลาโกรธคุณเป็นแบบไหน และความรุนแรงของความโกรธอยู่ระดับใด บางคนโกรธแล้วชอบระบายอารมณ์ใส่คนอื่นหรือทำลายข้าวของ บางคนโกรธแล้วชอบเก็บกดความโกรธเอาไว้ในใจ หนังสือเล่มนี้ช่วยให้คุณค้นพบรูปแบบความโกรธของตัวเองผ่านการทำแบบทดสอบง่ายๆจนรู้ถึง “นิสัยโกรธ”ของตัวเอง เพราะนิสัยก็คือความเคยชินทางอารมณ์ ถ้ารู้ตัวก็แก้ไขได้ จากนั้นนำเสนอวีธีแก้ไขด้วยการรับมือกับความโกรธในรูปแบบต่างๆพร้อมโปรแกรมการจัดการความโกรธให้อยู่หมัดภายใน 21 วัน หนังสือเล่มนี้จึงเปรียบเสมือนแผนที่ที่คอยแนะนำวิธีรับมือกับความโกรธซึ่งอาจะเกิดขึ้นกับคุณในอนาคต นำทางให้คุณสามารถจัดการอารมณ์ตัวเอง โดยไม่หงุดหงิดหรือโกรธใครง่ายๆอีกต่อไป

  ส่วนเล่มต่อไป รับมือกับลูกขี้โมโห แนะนำสำหรับคุณพ่อคุณแม่ และคุณครูที่ต้องอยู่ร่วมกับเด็กๆ เขียนโดย คุณโชโกะ คันโนะ ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ใช้เป็น “คู่มือเลี้ยงลูกขี้โมโห” ด้วยเทคนิค Anger Management หรือการจัดการอารมณ์โกรธอย่างถูกวิธี  เนื้อหาในเล่มมีทั้งการอธิบายว่าทำไมเด็กๆ (และผู้ใหญ่) จึงโมโห วิธีรับมือกับเด็กเจ้าอารมณ์ สารพันเทคนิคเรียบง่ายเพื่อสยบความโกรธโดยแยกตามสถานการณ์ต่างๆ รวมทั้งแบบฝึกหัดที่คุณพ่อคุณแม่และคุณครูนำไปทดลองใช้กับเด็กๆในชีวิตประจำวันหรือในชั้นเรียนได้ทันทีด้วย 57 บทเรียน เมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้จบและเริ่มปฏิบัติตาม คุณจะปวดหัวกับลูกน้อยลง ลดความโกรธที่ไม่จำเป็นได้อย่างเหมาะสม ทุกคนในครอบครัวมีช่วงเวลาดีๆ ร่วมกันมากขึ้น ก็ส่งผลให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวดีขึ้น และเป็นครอบครัวสุขสันต์ในที่สุด

  การเรียนรู้วิธีจัดการอารมณ์มีประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะความโกรธนี่เองที่เป็นอารมณ์เดียวที่สามารถทำลายทุกอย่างได้ในพริบตา ฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ต่างมีอารมณ์โกรธได้เหมือนกันทั้งนั้น การเรียนรู้และรับมือกับอารมณ์จึงเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่อาจำทำให้รู้สึกเสียใจภายหลัง มาเปลี่ยนแปลงตัวเองจากคนที่เคยถูกความโกรธครอบงำ เป็นคนใหม่ที่อยู่เหนืออารมณ์กันดีกว่า

  จ้างให้ก็ไม่โกรธ ราคาเล่มละ 235 บาท และ รับมือกับลูกขี้โมโห ราคา 245 บาท จัดพิมพ์และจำหน่ายโดยสำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์ วางจำหน่ายแล้วตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ หรือสั่งซื้อผ่านทาง www.nanmeebooks.com และwww.facebook.com/nanmeebooksfan ติดตามข่าวสารและหนังสือที่น่าสนใจอีกมากมายเพียง ADD LINE @nanmeebooks

สนใจสั่งซื้อ

คลิก  >> จ้างให้ก็ไม่โกรธ
คลิก  >> รับมือกับลูกขี้โมโห

Nevermoor บททดสอบชี้ชะตา

    Nevermoor บททดสอบชี้ชะตา เริ่มต้นจากความโชคร้าย เด็กที่ไม่มีใครต้องการ สู่การผจญภัยอันน่าตื่นตะลึง...วรรณกรรมเยาวชนที่เหมาะชะมัดกับสังคมปัจจุบัน     มอร์ริแกน โครว์ เด็กหญิงอายุย่าง 11 ปีประสบปัญหาเหมือนเด็กสมัยนี้ เธอเกิดมาโดยรู้สึกว่าตนเองไม่เป็นที่ต้องการของใคร ถูกตราหน้าว่าต้องคำสาปและเป็นตัวนำพาความโชคร้ายมาให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง เธอไม่มีเพื่อน คนในครอบครัวก็ปฏิบัติกับเธอเหมือนเธอไม่มีตัวตน ยกเว้นเมื่อเกิดเหตุการณ์ร้ายๆ ผู้ใหญ่รอบตัวก็จะหาเหตุผลมาโยงว่าเป็นเพราะเธอ...น่าเขกกะโหลกผู้ใหญ่พวกนี้ไหมล่ะ เท่านั้นยังไม่พอ มอร์ริแกนโตมาพร้อมความเชื่อที่ถูกกรอกหูทุกวันว่าเมื่ออายุครบ 11 ปีเธอจะต้องตาย ฟังดูแล้วน่าหดหู่สำหรับเด็กตัวเล็กๆ คนหนึ่ง...เอาน่า ไหนดูซิว่าเรื่องราวจะพลิกผันให้เธอกลับมาเป็นที่รักของคนทั่วไป รวมถึงมีพลังวิเศษเหมือนอย่างตัวเอกในวรรณกรรมเด็กเรื่องอื่นๆไหม     หลังจากใช้ชีวิตมา 10 ปี มอร์ริแกนได้โอกาสเริ่มต้นชีวิตใหม่ในเมือง Nevermoor (ชื่อหนังสือมาแล้ว >

กลยุทธ์สอนเด็กอย่างแนบเนียนด้วยวรรณกรรม

    ปัจจุบัน ผู้คน เหตุการณ์ รวมถึงสิ่งต่าง ๆ ที่แวดล้อม ย่อมมีอิทธิพลเป็นอย่างมากต่อการดำเนินชีวิตของเด็ก เพราะสิ่งเหล่านั้นล้วนให้ประสบการณ์ชีวิตทั้งทางตรงและทางอ้อม และมีส่วนสำคัญในการหล่อหลอมคุณลักษณะต่างๆ ของพวกเขา   หนังสือเองก็ถือว่ามีอิทธิพลและเป็นช่องทางหนึ่งที่ให้ประสบการณ์ชีวิตทางอ้อมกับผู้อ่าน ไม่ว่าผู้อ่านเหล่านั้นจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ ดังนั้นการส่งเสริมให้เด็กรักการอ่านจึงสำคัญ แต่สิ่งสำคัญมากไปกว่านั้นคือการอ่านหนังสือที่ดี มีคุณภาพ และมีความหลากหลาย นอกจากหนังสือวิชาการแล้ว หนังสือวรรณกรรมก็สามารถช่วยพัฒนาเด็กและเยาวชน ช่วยปลูกฝังทัศนคติที่ดีงาม ความคิดสร้างสรรค์ ยกระดับสติปัญญาและจิตใจ เพราะเรื่องราวในหนังสือเล่มหนึ่งล้วนมีอิทธิพลต่อความรู้สึก ความคิด รวมถึงมุมมองต่อโลก เมื่อเด็กอ่านวรรณกรรม พวกเขาจะซึมซับคุณลักษณะที่ดีของตัวละครทีละเล็กทีละน้อย จึงกล่าวได้ว่าการที่ผู้ใหญ่คัดเลือกวรรณกรรมสักเล่มหนึ่งให้เด็กอ่านถือเป็นกลยุทธ์ในการสอนเด็ก ๆ อย่างแนบเนียนและมีประสิทธิภาพ   วรรณกรรมทั้ง 10 ชุดที่จะแนะนำต่อไปนี้ นานมีบุ๊คส์คัดสรรแล้วว่ามีเนื้อเรื่องและตัวละครที่ให้แง่คิดและมีคุณลักษณะที่โดดเด่นในแง่มุมต่าง ๆ และหวังว่าสักเรื่องจะโดนใจคุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครองรวมถึงตัวน้อง ๆ เอง   1 แฮร์รี่ พอตเตอร์ “ความกล้าหาญและเสียสละ”     เรื่องราวการผจญภัยในโลกเวทมนตร์ของ “เด็กชายผู้รอดชีวิต” วรรณกรรมเยาวชนขวัญใจคนทั่วโลก   เมื่อถึงวันเกิดปีที่สิบเอ็ดของแฮรรี่...

2 เล่มแนะนำช่วยจัดการอารมณ์โกรธได้อยู่หมัด

  ความโกรธเป็นเพียงอารมณ์เดียวที่ทำลายทุกอย่างลงได้ภายในพริบตา ทั้งความสัมพันธ์ภายในครอบครัว การงาน และมิตรภาพ   วลี โกรธคือโง่ โมโหคือบ้า ยังคงใช้ได้ในทุกยุคทุกสมัย เปรียบเปรยได้กับคนที่มีอารมณ์โกรธและโมโหจนควบคุมตัวเองไม่ได้ ใครที่รู้เท่าทันอารมณ์และสะกัดกั้นความโกรธไว้ได้ถือโชคดี แต่ส่วนใหญ่กลับไม่เป็นเช่นนั้น   แท้จริงแล้ว “ความโกรธ” เป็นเพียงความเคยชินทางอารมณ์ ถ้ารู้ตัวก็แก้ไขได้ วันนี้เราจึงขอแนะนำแนวทางที่จะทำให้คุณรู้จักและรับมือกับความโกรธ ผ่านหนังสือ 2 เล่ม ทั้งจัดการอารมณ์ตัวเอง และรับมือกับอารมณ์เจ้าตัวเล็ก ได้อยู่หมัดโดยผู้เชี่ยวชาญจากประเทศญี่ปุ่น   มาเริ่มกันที่เล่มแรก จ้างให้ก็ไม่โกรธ หนังสือเล่มนี้เขียนโดย ชุนซุเกะ อันโดะ (Shunsuke Ando) ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการจัดการความโกรธ (Anger Management) เป็นคนแรกที่นำเทคนิคนี้มาเผยแพร่ในประเทศญี่ปุ่น และดำรงตำแหน่งประธานกรรมการสมาคมการจัดการความโกรธแห่งประเทศญี่ปุ่น เนื้อหาเริ่มตั้งแต่การสังเกตรูปแบบความโกรธของตัวเอง เวลาโกรธคุณเป็นแบบไหน และความรุนแรงของความโกรธอยู่ระดับใด บางคนโกรธแล้วชอบระบายอารมณ์ใส่คนอื่นหรือทำลายข้าวของ บางคนโกรธแล้วชอบเก็บกดความโกรธเอาไว้ในใจ หนังสือเล่มนี้ช่วยให้คุณค้นพบรูปแบบความโกรธของตัวเองผ่านการทำแบบทดสอบง่ายๆจนรู้ถึง “นิสัยโกรธ”ของตัวเอง เพราะนิสัยก็คือความเคยชินทางอารมณ์ ถ้ารู้ตัวก็แก้ไขได้ จากนั้นนำเสนอวีธีแก้ไขด้วยการรับมือกับความโกรธในรูปแบบต่างๆพร้อมโปรแกรมการจัดการความโกรธให้อยู่หมัดภายใน 21 วัน หนังสือเล่มนี้จึงเปรียบเสมือนแผนที่ที่คอยแนะนำวิธีรับมือกับความโกรธซึ่งอาจะเกิดขึ้นกับคุณในอนาคต นำทางให้คุณสามารถจัดการอารมณ์ตัวเอง โดยไม่หงุดหงิดหรือโกรธใครง่ายๆอีกต่อไป   ส่วนเล่มต่อไป...

ฝุ่น PM2.5 ทำไมจึงร้าย! พร้อมเรียนรู้ภัยธรรมชาติที่เด็กๆ ควรรู้ ในการ์ตูนความรู้ จากนานมีบุ๊คส์

  จากสถานการณ์หมอกควัน จ.เชียงใหม่ ยังอยู่ในช่วงวิกฤติ เพราะจากรายงานสถานการณ์และคุณภาพอากาศประเทศไทย ผ่านเว็บไซต์กรมควบคุมมลพิษ วันที่ 22 มีนาคม 2562 ค่าปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ใน ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย สูงถึง 198 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างมาก หากเข้าจมูกไปสู่เส้นเลือดฝอยและกระจายไปตามอวัยวะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อดวงตา เกิดอาอาการแสบจมูก และถ้าฝุ่นละอองสะสมอยู่ในอวัยวะเป็นเวลานานจะก่อให้เกิดความเสี่ยงของโรคหอบหืด โดยเฉพาะเด็กๆ ที่มีปัญหาด้านสุขภาพเป็นทุนเดิม ผู้ปกครองควรดูแลอย่างใกล้ชิด ที่สำคัญคุณพ่อแม่ควรสอนให้ลูกรู้จักและเข้าใจถึงอันตรายจากมลพิษทางอากาศเพื่อที่เขาจะสามารถป้องกันตัวเองในเบื้องต้นจากอันตรายเหล่านั้น ก่อนโรคร้ายจะแวะมาทักทายลูกน้อยของเรา   วันนี้นานมีบุ๊คส์ ขอแนะนำหนังสือการ์ตูนความรู้ พร้อมความสนุกสนาน ชวนเฮฮา ที่จะช่วยให้เด็กๆ สนุกกับการอ่านมากขึ้น เกี่ยวกับอันตรายจากภัยธรรมชาติ ที่ไม่ควรมองข้าม เล่มที่ 1 เซฟตีแมน ฮีโร่พันธ์โก๊ะ ตอน อันตรายในโรงเรียน   หนังสือรอบรู้เรื่องความปลอดภัยจากอันตรายต่างๆที่สามารถเกิดขึ้นในโรงเรียน อย่างอันตรายจากฝุ่นละเอียดที่คุกคามชีวิต พร้อมอธิบายเกร็ดความรู้เกี่ยวกับลักษณะของฝุ่น อย่างฝุ่นที่มีขนาดเล็กกว่า 10 ไมโครเมตร ที่เกิดจากไอเสียรถยนต์หรือโรงงาน เรียกว่า...

ชวน Rebel Girls เปลี่ยนแปลงสังคม

  “แด่เด็กหัวรั้นบนโลกใบนี้ เธอคือความหวัง เธอคือพลัง จงอย่าก้าวถอยหลัง แล้วทุกคนจะมุ่งไปข้างหน้า” เมื่อดิฉันได้อ่านข้อความที่ ฟรันเชสกา คาวัลโล และเอเลนา ฟาวิลลี เขียนเกริ่นในหนังสือเล่มใหม่ “ร้อยเรื่องเล่าของผู้หญิงเปลี่ยนโลก 2” แล้ว รู้สึกฮึกเหิม เติมไปด้วยไฟ ตอนที่จะแปลคำว่า Rebel เป็นภาษาไทย ทีมงานครุ่นคิดหนัก จะใช้ “หัวรั้น” “ดื้อ” “ขบถ” หรืออะไรดี เราต้องทบทวนความตั้งใจว่า ทำไมถึงอยากจัดพิมพ์ร้อยเรื่องเล่านี้ (ซึ่งตอนนี้รวมกับเล่ม 1 ก็เป็น 200 เรื่องเล่าแล้ว)   คุณสุวดี จงสถิตย์วัฒนา ก่อตั้งนานมีบุ๊คส์เมื่อ 27 ปีที่แล้วด้วยความตั้งใจสร้างสังคมที่รู้จักตั้งคำถาม “ทำไมเป็นอย่างนั้น” “ทำไมต้องทำแบบนี้” แนวคิด “ผู้ใหญ่ ผู้น้อย” สไตล์ไทยดูเหมือนจะบังคับให้ “ทำ ๆ ไปเถิด” และไม่ส่งเสริมให้ตั้งคำถาม หากเราเมินเฉยกับสภาพปัจจุบัน...

นานมีบุ๊คส์ชวนพ่อแม่ใช้หนังสือ EF พัฒนาทักษะสมองลูกรัก เพราะอนาคตของลูกขึ้นอยู่กับทักษะ EF ของลูกช่วง 0-6 ปี

ลูกของใครใครก็รัก แต่จะรักลูกถูกทางหรือเปล่าต้องดูให้ดี เพราะสมัยนี้เทคโนโลยีเข้ามาสู่เด็กอย่างง่ายดาย พ่อแม่หลายท่านเห็นลูกมีความสุขเมื่อใช้เวลาอยู่กับแท็บเล็ตก็หยิบยื่นให้ ทุกเมื่อยามที่ลูกร้องไห้งอแง ถึงเวลาแล้วที่พ่อแม่ยุคใหม่จะต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง หากอยากให้ลูกรักเติบโตไปเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในการเรียน ชีวิตส่วนตัว ชีวิตครอบครัว และชีวิตการทำงาน ล่าสุดนักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบทักษะทางสมอง ซึ่งเป็นทักษะการคิดขั้นสูงที่อยู่ในสมองส่วนหน้า เรียกศัพท์เฉพาะว่า “Executive Functions” (EF) หรือ “ทักษะสมองเพื่อชีวิตที่สำเร็จ” โดยสถาบันอาร์แอลจีได้สรุปองค์ประกอบไว้ 9 ด้าน คือ 1) ความจำเพื่อใช้งาน (Working memory) 2) การยั้งคิด ไตร่ตรอง (Inhibitory Control) 3) การยืดหยุ่นความคิด และคิดนอกกรอบ (Shift หรือ Cognitive Flexibility) 4) การใส่ใจจดจ่อ(Focus / Attention) 5) การควบคุมอารมณ์ (Emotional Control) 6) การวางแผนและการจัดระบบดำเนินการ(Planning and Organizing) 7) การประเมินตนเอง (Self –Monitoring) รวมถึงการตรวจสอบการงานเพื่อหาจุดบกพร่อง และรู้ตัวว่ากำลังทำอะไร ได้ผลอย่างไร  8) การริเริ่มและลงมือทำ (Initiating) 9) ความพากเพียรมุ่งสู่เป้าหมาย (Goal-Directed Persistence) อาจารย์ธิดา พิทักษ์สินสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาสำหรับเด็ก และกรรมการบริหารสมาคมอนุบาลศึกษาแห่งประเทศไทยฯ กล่าวถึงความสำคัญของทักษะ EF ว่า “ทักษะสมอง EF คือ กระบวนการทางความคิด ประกอบด้วยทักษะ...