ส่งพลังหนังสือสู่มือน้อง ๆ ที่ขาดแคลน และเผชิญอุทกภัยภาคใต้

หากถามว่าการอ่านเปลี่ยนไปอย่างไร สำคัญอย่างไร แล้วการอ่านช่วยเหลือเด็กและเยาวชนอย่างไรบ้าง วันนี้เป็นโอกาสอันดีที่ได้สัมภาษณ์ “คุณเจ คุณสุดใจ พรหมเกิด” ประธานมูลนิธิสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน และผู้จัดการแผนงานยุทธศาสตร์สร้างเสริม วัฒนธรรมการอ่าน สสส. ที่จะไขทุกข้อสงสัย และสร้างธารน้ำใจส่งต่อพลังจากหนังสือมากมายสู่มือเด็ก ๆ ทั่วประเทศไทย
แนวโน้มการอ่านดีขึ้น แต่...
สำหรับพี่เจแล้ว สำหรับทิศทางการอ่านของกลุ่มวัยรุ่น ถ้าเราดูจากการเก็บข้อมูลในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติที่ผ่านมามีแนวโน้มว่าดีขึ้นนะ และเด็กวัยรุ่นก็หันกลับมาอ่านหนังสือเล่มมากขึ้น อันนี้ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีนะคะ
แม้แต่ในกลุ่มเด็กเล็ก พี่เจคิดว่าด้านความรู้ความเข้าใจในเรื่องของการใช้พลังการอ่านเพื่อพัฒนาศักยภาพสมองของมนุษย์ตั้งแต่ปฐมวัยมีแนวโน้มจากข้อมูลว่าน่าจะดีขึ้นเรื่อย ๆ เราคาดหวังอย่างนั้นนะคะ แต่เอาเข้าจริง เวลาเราจัดเวิร์กช็อป จัดอบรม ครูหลายคนก็ยังสะท้อนว่าข้อมูลที่เราถ่ายทอดไปยังไม่รู้เรื่องเพียงพอ หรือไม่รู้เทคนิคที่จะนำไปใช้อย่างเข้มข้นแท้จริง
เด็กกว่า 1.1 ล้านคนไม่มีหนังสือสักเล่มในบ้าน
เพราะการส่งเสริมกลุ่มเด็กเล็กไม่ใช่แค่อ่านออกเขียนได้ แต่เป็นเรื่องของการอ่านแตก อ่านแล้วคิดวิเคราะห์ได้ อ่านแล้วสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ได้ ตรงจุดนี้คุณครูหลายเท่านยังมีความรู้สึกว่ายังไม่เข้าใจ หรือไม่เคลียร์สักเท่าไรนัก เพราะครูเคยชินกับการอ่านไปเล่าไป บ้างไม่เคยเปิดพื้นที่ว่างทางความคิดให้กับเด็ก ๆ ในส่วนนี้ก็ยังเป็นปัญหาใหญ่อยู่
และใหญ่กว่านั้นก็คือในระดับชาติ เรามองว่าสำนักงานสถิติแห่งชาติที่เมื่อก่อนเคยช่วยเก็บข้อมูลสถิติให้เรา ปีแรก ๆ พี่เจมาทำงานก็พบว่า โอ้โฮ เด็กตั้ง 1.7 ล้านคนไม่มีหนังสืออยู่ในบ้านเลยค่ะ แล้วพอเวลาผ่านไปก็สถิติ เก็บ ๆ ๆ มาเรื่อย ๆ เราก็ดีใจที่ตัวเลขดีขึ้น ๆ จำนวนเด็กที่ไม่มีหนังสือในบ้านค่อย ๆ ลดน้อยลง แต่ตัวเลขข้อมูลจาก สสส. พบว่า 1.1 ล้านครัวเรือนที่ไม่หนังสือในบ้าน
จากสถิตินี้ก็เป็นตัวสะท้อนว่ามันยังไม่ครอบคลุม ทำไมเด็กเกิดปุ๊บเราถึงไม่ให้หนังสือเลยล่ะ ปัจจุบันเด็กเกิดน้อย เรารู้ว่าหนังสือเนี่ยมันมีพลังเยอะมาก พัฒนามนุษย์ พัฒนาศักยภาพมนุษย์ หรือว่าพัฒนาให้เด็กคนหนึ่งเติบโตอย่างมีความเกื้อกูล มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ แต่เรายังปล่อยให้เด็กเป็นล้าน ๆ ครัวเรือนไม่มีหนังสือ ไม่มีกิจกรรมส่งเสริมการอ่านในบ้านได้อย่างไร
สื่อที่เป็นหัวใจสำคัญควรมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ลูก
จากการที่มือถือมาเร็วมาก สื่อจอทุกประเภทถาโถมเข้ามากินอาณาจักรพื้นที่เวลาของเด็ก ๆ สิ่งนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ ทีนี้เราอาจไหวตัวไม่ทันเรื่องนี้
เรามีคณะกรรมการนโยบายพัฒนาเด็กปฐมวัยในระดับชาติก็พยายามออกมารณรงค์ว่า เด็กก่อน 2 ขวบ ต้องไม่เน้นสื่อหน้าจอ ไม่ควรเลี้ยงลูกด้วยหน้าจอเลย แต่พอเราออกไปสำรวจต่างจังหวัดก็เห็นมือถือ แท็บเลต นู่นนี่นั่น หรือแม้กระทั่งเปิดสื่อจอโทรทัศน์ให้เด็กดู ซึ่งหลายครั้งที่พ่อแม่อาจเปิดทิ้งไว้ไม่ได้ดู หรืออาจนั่งดูร่วมกับลูกก็ตาม แต่มันไม่เหมาะสมกับเด็กเล็ก พ่อแม่ดูละครตบตีกัน อิจฉาริษยา ละครไทยเป็นอย่างนั้นเสมอมา ในช่วงเวลาที่พ่อแม่ดูละครกับลูกประเภทนี้มันให้อะไรกับเด็กเล็กหรือไม่ ก็ไม่ เพราะสื่อมีเดียที่เป็นหัวใจสำคัญต้องเป็นสื่อที่มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูก ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ เพราะเด็กเริ่มซึมซับรับรู้ เรียนรู้ความเป็นมนุษย์จากคนที่อยู่ใกล้ตัวมากที่สุด คนใกล้ตัวคิด ออกแบบกิจกรรมสร้างสรรค์ หรือทำอะไรที่มันสร้างสรรค์ในบ้านอย่างไร เด็กก็จะเติบโตแบบนั้น พี่เจคิดว่าเรื่องนี้ก็ยังเป็นปัญหาใหญ่เนอะ
พื้นที่ฟื้นใจเด็กหลังวิกฤตภัยยังขาดแคลน
หรือแม้กระทั่งการเกิดวิกฤตภัยที่ผ่านมา สังเกตดูนะคะ เราเกิดวิกฤตชายแดนในการปะทะกัน มีสงครามย่อย ๆ เกิดขึ้น มีคนบาดเจ็บล้มตาย เกิดการแตกตื่นหนีกระเจิดกระเจิงไปที่ศูนย์พักพิงหาดใหญ่ พัทลุง นครศรีธรรมราช เกิดน้ำท่วมใหญ่อย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จนหลายคนไม่สามารถไปศูนย์พักพิงได้
หรือมีศูนย์พักพิงแล้ว แต่น้อยพื้นที่มากเลยค่ะที่จะเปิดพื้นที่สัก 1 ตารางเมตรไว้ดูแลไว้เป็นพื้นที่สงบพักใจ เยียวยาหรือฟื้นพลังให้เด็กกลับมา
ทั้ง 2 วิกฤตภัยที่เกิดขึ้น เราไม่เคยมีการเตรียมรับมือ แล้วเวลาเกิดวิกฤตแบบนี้ นานาชาติก็พยายามทำให้เกิดศูนย์พักพิงที่ดูแลเด็ก ๆ ได้ เยียวยาใจเด็ก ๆ ได้ ของเรายังต้องเปิดทะลุหลังคาขึ้นไปตากฝุ่นตากแดดข้างบน รอคอยการช่วยเหลือ
ยินดีที่มีคนนำไปใช้ "ปลูกกล้ากลางไฟ" คู่มือพักฟื้นใจเด็กจาก สสส.
แต่ในวิกฤตมันก็เริ่มมีมิติใหม่ ๆ ที่น่าสนใจนะคะ อย่างเช่นที่ศูนย์พักพิงของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่เนี่ย กลุ่มแพทย์หลายคนหยิบชุดหนังสือคู่มือ “ปลูกกล้ากลางไฟ” ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อใช้ดูแลเด็กและเยาวชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตที่ไม่สามารถควบคุมได้มาใช้ดูแลหัวใจของเด็ก ๆ ในภาวะวิกฤต เป็นเรื่องที่ดีมาก ๆ ค่ะ เพราะหนังสือคู่มือนี้ช่วยนำทางให้พวกเราดูแลหัวใจของเด็ก ๆ ได้
อยากให้ทุก ๆ วิกฤตที่เกิดขึ้นในประเทศไทยคำนึงถึงเด็ก ๆ พื้นที่ปลอดภัยของเด็ก ๆ จะสร้างพื้นที่พักพิงให้เด็กตรงไหน รวมไปถึงฟื้นใจและเยียวยาให้เด็ก ๆ ของเรา ซึ่งหนังสือหลากหลายเล่มมีบทบาทมาก และมันก็มีพลังอย่างมากด้วย ยิ่งถ้าเราเอาหนังสือเนี่ยผนวกกิจกรรมการเล่นให้สอดคล้องกับช่วงวัยของเด็ก มันยิ่งเสริมพลังกันและกัน ปัญหาคือทำอย่างไรให้ข้อมูลเหล่านี้เข้าถึงทุกผู้ทุกคนได้ อันนี้เป็นสิ่งที่พี่เจคาดหวัง และหวังว่าเครือข่ายองค์กรด้านเด็กจะผนึกพลังกัน
ร่วมบริจาคหนังสือ ส่งต่อพลังแห่งนิทาน
และต้องขอบคุณ “เทศกาลหนังสือภาพสำหรับเด็ก กรุงเทพฯ 2568” ด้วยนะคะ ที่เปิดพื้นที่จัดนิทรรศการเป็นพื้นที่สร้างพลังใจ แล้วตอนนี้ถ้าใครมาชมงานของเรา อย่าลืมติดไม้ติดมือเอาหนังสือน่ารัก ๆ หนังสือที่คุณรัก มอบให้กับเมืองที่คุณรักด้วยนะคะ หรือไม่ก็มอบให้เพื่อปลอบประโลมหัวใจน้องน้อยของเราที่อยู่ในพื้นที่วิกฤต ซึ่งคงต้องอาศัยการเยียวยาที่ยาวนานมากในช่วงนี้
พี่เจฟังจาก “รศ.นพ.เทอดพงศ์ ทองศรีราช” ประธานศูนย์วิจัยและจัดการความรู้วัฒนธรรมการอ่านเพื่อสร้างเสริมสุขภาวะเด็กปฐมวัยภาคกลาง ผู้เขียน “ปลูกกล้ากลางไฟ” ท่านพูดว่าจนถึงตอนนี้เด็กบางคนได้ยินเสียงฝนตกลงบนหลังคาแรงหน่อยก็เกิดอาการหวาดผวาแล้ว หวาดกลัวแล้ว เด็กมีภาพจำที่เขาคิดไปได้แล้วว่าเขาเจอเหตุการณ์แบบไหน เห็นภาพการหนีหัวซุกหัวซุนกับพ่อแม่ จากชั้นที่หนึ่งไปชั้นที่สอง จนทะลุหลังคา มันเป็นภาพที่บาดใจเรามากนะคะ
หรือสำหรับเด็กบางคนไม่ใช่แค่เสียงฝนตก แค่ฟ้ามืดสลัวหน่อยเดียวก็เข้าไปซุกในอ้อมกอดพ่อแม่แล้ว มันหมายถึงว่าภาพแบบนี้อาจทำให้เด็กเกิดอาการซึมเศร้าเรื้อรังไปอีกนานหากเราไม่ช่วยเยี่ยวยา เพราะฉะนั้นพลังภายในหนังสือที่นำไปสู่การเร่งอิสระ หรือเป็นพื้นที่พักใจให้ครอบครัวได้พูดคุยกัน ได้ปลอบประโลมกัน น่าจะช่วยให้เด็ก ๆ ของเราได้ผ่อนหนักเป็นเบาจากตรงนี้ได้
"ผู้ใหญ่" คือผู้ส่งต่อพลังจากหนังสือสู่เด็ก
จริง ๆ เวลาเราพูดถึงผู้ใหญ่ มันต้องแยกเลเยอร์ว่าเป็นผู้ใหญ่ระดับไหน ถ้าผู้ใหญ่ฝ่ายกลไกและนโยบายเป็นหน้าที่ของพวกเขาที่เด็กทุกคนจะต้องได้รับหนังสือฟรี ต่อให้ยากเย็นแค่ไหนเด็กต้องมีหนังสือในบ้านอย่างน้อย 3-5 เล่ม ตามบันทึกข้อตกลงที่ประเทศไทยบันทึกไว้กับองค์การยูนิเซฟ (United Nations Children's Fund) คุณไปรับรององค์การสหประชาชาติ (United Nations) ว่าคุณจะทำเรื่องโลกที่แวดล้อมและเหมาะสมสำหรับเด็ก ปฏิญาณว่า “ A WORLD FIT FOR CHILDREN” เนี่ย คุณทำได้แค่ไหนแล้ว คุณปล่อยให้เด็กล้านกว่าครัวเรือนไม่มีหนังสือได้อย่างไร
ส่วนที่ 2 ถ้าเป็นพ่อแม่ผู้ปกครองต้องรู้ว่าหนังสือมีพลังแบบไหน คุณจะใช้พลังจากหนังสือพัฒนาลูกของคุณได้อย่างไร อันนี้ต้องขวนขวาย
ส่วนที่ 3 คือชุมชน แวดล้อมเด็ก ชุมชนที่ว่านี้นับตั้งแต่บุคลากรทางการแพทย์ ผู้อำนวยการ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน(อสม.) อาสาสมัครสาธารณสุขกรุงเทพมหานคร(อสส.) แกนนำชุมชน ครูศูนย์เด็กเล็ก ครูอนุบาล บุคคลเหล่านี้ที่เป็นนิเวศแวดล้อมเด็กที่สำคัญจะต้องค่อย ๆ สร้างวัฒนธรรมการอ่านให้มันเกิดขึ้น เป็นหน้าที่ของทุกคน เด็กเป็นทรัพสมบัติของชาติ ของโลก พวกเราทุกคนต้องมีส่วนช่วยกัน
---------------------------------------------------------------------------------------
มาส่งพลังของหนังสือนิทาน ไปให้เด็ก ๆ ที่ภาคใต้กันเถอะ
.
เทศกาลหนังสือภาพสำหรับเด็ก กรุงเทพฯ ร่วมกับ แผนงานยุทธศาสตร์สร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส. ชวนทุกคนส่งต่อพลังของความรักและกำลังใจ ผ่านหนังสือนิทานภาพ ของเล่น และตุ๊กตานุ่มๆ ชวนอบอุ่น เพื่อมอบให้เด็กๆ ผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ ผ่านเครือข่ายพลังอ่านชายแดนใต้ ที่จะทำหน้าที่สร้าง ”พื้นที่อ่านอุ่นใจ” เพื่อพาหนังสือภาพไปมอบพลังใจให้กับเด็กๆ
.
สิ่งที่รับบริจาค
- หนังสือนิทานภาพสภาพดี เล่มที่เลือกเพราะอยากส่งต่อพลังมหัศจรรย์ในหนังสือเล่มนั้นให้กับเพื่อนผู้ประสบภัย
- ของเล่นสภาพดี
- ตุ๊กตานุ่มนิ่ม สภาพดี และสะอาด
.
นำมามอบให้ได้ที่
เทศกาลหนังสือภาพสำหรับเด็ก กรุงเทพฯ 2568
ห้อง Gallery ชั้น 1 อาคารศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC)
ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 14 ธันวาคม 2568 ทุกวันอังคาร - อาทิตย์ (ปิดวันจันทร์) เวลา 10.30 - 19.00 น.
--------------------------------------------------------------------------------------------
มอบอนาคต มอบหนังสือ - ร่วมส่งแรงใจช่วยอุทกภัยภาคใต้
โครงการจากสำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์
“ท่ามกลางรอยน้ำที่ทิ้งไว้… โรงเรียนหาดใหญ่กำลังฟื้นตัวอีกครั้ง
ขอเพียงแรงใจหนึ่งจากคุณ ก็ช่วยต่อเติมวันใหม่ที่งดงามให้เด็ก ๆ ได้”
นานมีบุ๊คส์ร่วมสมทบความตั้งใจและกำลังใจของทุกท่าน
ขอเสนอโปรเจกต์ชวนนักอ่านสมทบเงินบริจาคหนังสือให้เด็กที่ขาดแคลน
นอกจากได้ลดหย่อนภาษี 2 เท่าแล้ว
หากคุณซื้อหนังสือบริจาคเท่าไร “นานมีบุ๊คส์” สบทบเพิ่มอีก 1 เท่า
.
สะดวกสบายเพียง 3 ขั้นตอน
กำหนดงบประมาณที่คุณสะดวก
เลือกหนังสือ (หรือให้ทีมงานเราช่วยจัดชุดให้)
รับใบรับบริจาค / e-Donation ใช้ลดหย่อนภาษีได้ทันที 2เท่า*!!
.
วันนี้ - 26 ธ.ค. เท่านั้น!
ก่อนหมดเวลาใช้สิทธิ์ มาร่วมทำบุญและส่งต่อความสุขให้เยาวชนไทยกันนะคะ
.
ติดต่อ
คุณลลิฉัตร์ 085-111-3633 | คุณราตรี 066-125-2743
02-662-3000 ต่อ 4812
ebiz7@nanmeebooks.com
หรือ ebiz5@nanmeebooks.com
Line : nmb1236 (หรือคลิก https://line.me/ti/p/_EEm1929oN )






