School Leaders Exchange: ตอน อยากอ่าน อ่านออก อ่านแตก พลิกโฉมประเทศไทยสู่ความก้าวหน้า

School Leaders Exchange: ตอน อยากอ่าน อ่านออก อ่านแตก พลิกโฉมประเทศไทยสู่ความก้าวหน้า
เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา นานมีบุ๊คส์ (Nanmeebooks) ร่วมกับ สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) และกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ได้ร่วมกันจัดงานสัมมนา School Leaders Exchange ตอน “อยากอ่าน อ่านออก อ่านแตก พลิกโฉมประเทศไทยสู่ความก้าวหน้า” เพื่อเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนแนวทางการจัดการเรียนรู้จากหลักสูตรชั้นนำทั่วโลก โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการยกระดับ "ทักษะการอ่าน (Reading Literacy)" ซึ่งเป็นรากฐานของการเรียนรู้ตลอดชีวิต งานนี้ได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญทั้งนักวิจัยและผู้บริหารจากโรงเรียนนานาชาติชั้นนำมาร่วมเปิดมุมมองด้วยหลักคิด และแบ่งปันวิธีการและเทคนิคที่ใช้ของแต่ละโรงเรียน ที่มีทั้งหลักสูตรแคนาดา อังกฤษ และ IB
ในช่วงกล่าวเปิดงาน คุณคิม จงสถิตวัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นานมีบุ๊คส์ ได้ตอกย้ำถึงเป้าหมายสำคัญของซีรีส์งานสัมมนา School Leaders Exchange โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการสร้าง Active Citizen ที่เป็นคนเก่ง ดี และรับผิดชอบต่อสังคมสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ
คุณณัฐกร วุฒิชัยพรกุล นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) 
ที่เน้นย้ำว่า การจะทำให้เด็กไทย "อ่านออก อยากอ่าน และอ่านแตก" อย่างแท้จริงนั้น ไม่สามารถทำได้โดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ต้องอาศัยฟันเฟืองที่ครบถ้วน ตั้งแต่การมีหนังสือคุณภาพ ผู้บริหารสถานศึกษาที่มีวิสัยทัศน์ การสนับสนุนเชิงนโยบายและงบประมาณจากภาครัฐ และที่สำคัญที่สุดคือ "คุณครู" ทุกท่านที่เป็นผู้จุดประกายการอ่านให้เกิดขึ้นจริงในห้องเรียน
วิกฤต PISA และความจริงที่ว่า “ การศึกษาคือการวิ่งมาราธอน" 
รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดประเด็นด้วยผลสอบ PISA ของเด็กไทยด้าน "การอ่าน" มีคะแนนลดลง
อย่างต่อเนื่อง โดยข้อสอบ PISA เน้นวัดความเข้าใจเนื้อหาที่ "ยาว ซับซ้อน และเป็นนามธรรม" ซึ่งเด็กไทยไม่คุ้นเคย และไม่ได้ฝึกให้เด็กตั้งคำถามเชิงสมมติ (Counterfactual) ซึ่งทักษะการอ่านภาษาไทย ส่งผลกระทบโดยตรงต่อคะแนน PISA ในวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ด้วย เพราะทุกวิชาล้วนต้องอาศัยการอ่านเพื่อตีความโจทย์ที่ยาวและซับซ้อน
จากงานวิจัยที่เปรียบเทียบคะแนน PISA ตอนอายุ 15 ปี กับคะแนน O-NET ตอน ป.6 ของเด็กคนเดียวกันพบว่ามีความสอดคล้องกัน และปัญหาทักษะการอ่านนั้น "เกิดขึ้นมาตั้งแต่ก่อนมัธยมแล้ว" ดังนั้นการจัดติวสอบให้เด็กตอน ม.3 จึงสายเกินไป เพราะการพัฒนาการศึกษาคือ "การวิ่งมาราธอน ไม่ใช่การวิ่ง 100 เมตร" โรงเรียนดังๆ ที่ได้คะแนน PISA สูง เป็นเพราะระบบได้ "คัดกรองเด็กอยู่แล้ว" เข้าไปเรียนรวมกัน ไม่ใช่ผลลัพธ์จากการเรียนการสอนในระดับมัธยมเพียงอย่างเดียว
รศ.ดร.วีระชาติ ยังทิ้งท้ายประโยคสำคัญว่า "Learning takes time" (การเรียนรู้ต้องใช้เวลา) การปล่อยให้เด็กอ่านแต่ข้อความสั้นๆ บนโซเชียลมีเดีย หรือให้ AI สรุปเนื้อหาให้ จะทำให้สมองขาดทักษะการประมวลผลข้อมูล และการเรียนรู้ที่ดีต้องมีเป้าหมาย และสร้างความจดจ่อให้เด็กคิดตาม การมีส่วนร่วมไม่ใช่แค่ให้เด็กขยับร่างกาย (active) แต่คือการที่สมองเกิดความจดจ่อแม้จะนั่งอยู่เฉยๆ แต่ถ้าแววตาจดจ่อ นั่นแหละคือสมองกำลังทำงาน
Reading Across the Curriculum: บูรณาการการอ่านในทุกวิชา
All teachers are language teachers: ครูทุกคนคือครูสอนภาษา
ตัวแทนจากหลักสูตรแคนาดา อังกฤษ และหลักสูตร IB ได้สะท้อนภาพตรงกันว่า การอ่านไม่ใช่หน้าที่ของวิชาภาษาเพียงอย่างเดียว

Ms. Hadden Allen ครูใหญ่จาก British Columbia International School in Bangkok (BCISB) (หลักสูตรแคนาดา) เผยว่าแคนาดาติดอันดับ Top 5 ของโลกในคะแนน PISA ด้านการอ่าน ด้วยปัจจัยสำคัญคือการมี "ระบบนิเวศการอ่าน" ที่เชื่อมโยงกันทั้งครู นักเรียน
ครอบครัว ห้องสมุด และชุมชน
ทั้งนี้หลักสูตรของแคนาดา (British Columbia) กำหนดให้ทักษะการรู้หนังสือ (Literacy) แทรกซึมอยู่ในทุกวิชา และครูทุกคนคือครูสอนการอ่าน โดยมีการใช้วรรณกรรมหรือหนังสือที่หลากหลาย (non-textbook) แทนแบบเรียนทั่วไป (Textbooks) ในระดับประถม
เพื่อการเรียนที่เชื่อมโยงเนื้อหากับโลกความเป็นจริงอย่างลึกซึ้ง ทำให้เด็กๆ รู้สึกมีส่วนร่วม และกล้าที่จะสะท้อนความคิดเห็นของตัวเองออกมา นอกจากนี้ยังใช้ระบบการวัดประเมินผลอย่างละเอียด (เช่น DRA และ MAP testing) เพื่อหาช่องโหว่และจัดกลุ่มช่วยเหลือเด็กอย่างตรงจุด พร้อมย้ำจุดยืนว่าไม่เห็นด้วยกับเทรนด์การลดบทบาทห้องสมุดแล้วแทนที่ด้วย Digital Library หรือ E-book เพียงอย่างเดียว
เพราะการมีพื้นที่ห้องสมุดให้เด็กได้เข้าไปค้นหาและ "การได้สัมผัสหนังสือที่เป็นรูปเล่มจริงๆ" คือหัวใจสำคัญของการพัฒนาทักษะภาษาที่สื่อดิจิทัลไม่อาจแทนที่ได้
Ms. Angela Hilderbrand, Head of Primary, Lead Library Teacher Bangkok Prep International School (หลักสูตรอังกฤษ)
ผู้เชี่ยวชาญด้านการอ่านและบรรณารักษ์จากโรงเรียนนานาชาติ (Bangkok Prep) เปิดประเด็นว่าการอ่านคือทักษะชีวิต การอ่านไม่ใช่แค่ทักษะเพื่อการสอบ แต่ถูกฝังรากลึกอยู่ในทุกหลักสูตร และการจะทำข้อสอบ PISA ให้สำเร็จได้นั้น ต้องเริ่มปูพื้นฐานมาตั้งแต่ระดับประถมศึกษา ตามด้วยการแบ่งปันประสบการณ์ใน 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ การสอนการอ่านแบบบูรณาการในทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และ วิธีส่งเสริมให้เด็กรักการอ่าน
โดยกล่าวว่าการอ่านฝังรากลึกอยู่ในทุกวิชา เด็กต้องเข้าใจบริบทของคำศัพท์เฉพาะทาง และการสร้างนิสัยรักการอ่านนั้น "สอนกันไม่ได้ แต่มันซึมซับรับมาได้ (It's not taught, it is caught)" โรงเรียนจึงควรสร้างสภาพแวดล้อมด้านการอ่าน พร้อมยกตัวอย่าง เช่น ครูบรรณารักษ์ร่วมออกแบบแผนการสอนกับครูวิชาอื่นผ่าน Google Drive การใช้เครื่องมืออย่าง KWL Chart (รู้แล้ว-อยากรู้-ได้เรียนรู้) และ Fact file มาช่วยประมวลข้อมูล นอกจากนี้ยังมีการจัดกิจกรรมสนุกๆ เช่น "Book Tasting" (ชิมหนังสือ) ให้เด็กมีเวลาสั้นๆ ลองอ่านหนังสือหลากหลายแนวและแชร์ความเห็นกับเพื่อน
ในช่วงท้าย คุณ Angela ได้เน้นย้ำว่าการอ่านนั้นแยกออกจากการเรียนวิชาอื่นๆ ไม่ได้ พร้อมทั้งได้มอบแหล่งข้อมูล (Resources)
ทั้งสื่อการสอนและเกมออนไลน์ทางการศึกษาให้ผู้เข้าร่วมนำไปใช้ได้อีกด้วย 
ดร.มนิศรา ศุภกิจ โคลเยส ผู้อำนวยการโรงเรียนนานาชาติ KIS Reignwood Park ได้ขยายภาพการอ่านในหลักสูตร IB (International Baccalaureate) เริ่มจากมีเป้าหมายในการพานักเรียนก้าวข้ามการอ่านทั่วไป สู่ "การอ่านเฉพาะทาง (Disciplinary Literacy)" ซึ่งหมายถึงการอ่านโดยสวม "แว่นตา" หรือใช้เลนส์แบบผู้เชี่ยวชาญ เช่น ต้องอ่านวิเคราะห์แบบนักวิทยาศาสตร์ หรืออ่านประเมินข้อเท็จจริงแบบนักประวัติศาสตร์ หรือตีความแบบนักภาษาศาสตร์
ดร.มนิศรา เน้นย้ำว่า "ครูทุกคนคือครูสอนภาษา" ระบบ IB จะค่อยๆ ปูพื้นฐานการคิดและการอ่านจากมุมมองกว้างๆ ไปสู่ความเป็น
ผู้เชี่ยวชาญ ดังนี้
• PYP (Primary Years Programme) เด็กเล็กและประถม: เน้นการเรียนแบบบูรณาการข้ามวิชา (Transdisciplinary) เรียนรู้ผ่านธีม และเน้นให้เด็กเกิดความอยากรู้และเป็นเจ้าของการเรียนรู้ (Student Agency)
• MYP (Middle Years Programme ) มัธยมต้น: เริ่มเรียนรู้แบบเชื่อมโยงระหว่างวิชา (Interdisciplinary) เริ่มฝึกใช้ภาษาทางเทคนิคและการคิดวิเคราะห์
• DP (Diploma Programme) /CP (Career-related Programme) มัธยมปลายและสายวิชาชีพ: เน้นความเป็นวิชาการเฉพาะทาง (Disciplinary) ฝึกคิดแบบมืออาชีพ โต้แย้งด้วยหลักฐาน และสำหรับสายอาชีพ (CP) จะเน้นเพิ่มเรื่องจริยธรรมทางวิชาชีพ (Ethical thinking) เข้าไปด้วย
นอกจากนี้หลักสูตร IB เชื่อว่าเด็กต้องมีพื้นฐาน "ภาษาแม่" ที่แข็งแรงก่อน จึงจะสามารถต่อยอดไปเรียนรู้ภาษาอังกฤษหรือภาษาที่สามได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งมีเครื่องมือที่ช่วยขับเคลื่อน คือ Command Terms (คำสั่งมาตรฐาน) โดยจะใช้คำกริยาที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งโรงเรียน (เช่น Describe, Analyze, Evaluate) เปรียบเสมือน "GPS นำทาง" ให้ครูและเด็กเข้าใจเป้าหมายการประเมินตรงกัน
ซึ่งคำเหล่านี้จะไต่ระดับความยากขึ้นไปตามวัย
ดร.มนิศราปิดท้ายว่าการทำให้เด็กรู้เท่าทันภาษาคือ "ความรับผิดชอบร่วมกัน" ของครูทุกคน โดยผู้บริหารต้องมีบทบาทในการกำหนดนโยบายภาษา (Language Policy) สนับสนุนทรัพยากร และจัดอบรมพัฒนาครู (PD) ให้ครูทุกวิชาตระหนักถึงบทบาทการเป็น "ครูสอนภาษาเฉพาะทาง" ของตนเอง
บทสรุป
งานสัมมนา School Leaders Exchange สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การแก้ปัญหาวิกฤตการอ่านของเด็กไทยไม่สามารถทำได้ด้วยการติวสอบระยะสั้น แต่ต้องอาศัยการปูพื้นฐานตั้งแต่ปฐมวัย การสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโยงทั้งบ้านและโรงเรียน และที่สำคัญที่สุดคือการบูรณาการ "ทักษะการอ่าน" ให้ซึมซาบเข้าไปในทุกรายวิชา เพราะการรู้หนังสือ (Literacy) ไม่ใช่แค่เรื่องของการเรียนวิชาใดวิชาหนึ่ง
แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของความคิดและการเรียนรู้ตลอดชีวิตนั่นเอง
