ลูกพูดน้อย พูดไม่เก่ง ทำอย่างไรดี? รู้จักพัฒนาทักษะการสื่อสารผ่านนิทานสำหรับเด็ก

ลูกพูดน้อย พูดไม่เก่ง ทำอย่างไรดี? รู้จักพัฒนาทักษะการสื่อสารผ่านนิทานสำหรับเด็ก
"ลูกพูดน้อย" นับเป็นหนึ่งในความกังวลที่พบได้บ่อยของพ่อแม่ที่มีลูกวัยปฐมวัย หลายครอบครัวมักตั้งคำถามเมื่อเห็นเด็กวัยเดียวกันสามารถพูดคุยโต้ตอบ เล่าเรื่อง หรือแสดงความคิดเห็นได้อย่างคล่องแคล่ว ขณะที่ลูกของเรากลับเลือกใช้การพยักหน้า การชี้ หรือการเงียบแทนคำพูด ความกังวลเหล่านี้เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะการสื่อสารคือพื้นฐานสำคัญของการเรียนรู้ การสร้างความสัมพันธ์ และการพัฒนาตัวตนของเด็กในระยะยาว แต่การที่ลูกพูดน้อยไม่ได้หมายความว่าเด็กกำลังมีปัญหาทางพัฒนาการเสมอไป เด็กแต่ละคนมีจังหวะการเติบโตที่แตกต่างกัน และทักษะด้านภาษาก็เป็นผลลัพธ์ของประสบการณ์ที่เด็กได้รับอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันแรกของชีวิต
ในช่วงแรกเกิดถึง 6 ปี สมองของเด็กกำลังสร้างเครือข่ายการเชื่อมต่อของเซลล์ประสาทอย่างมหาศาล มักเรียกช่วงเวลานี้ว่า "หน้าต่างแห่งโอกาส" (Window of Opportunity) เพราะเป็นช่วงที่สมองเปิดรับการเรียนรู้ภาษาได้ดีที่สุด เด็กไม่ได้เรียนรู้การพูดจากการท่องจำคำศัพท์ แต่เรียนรู้ผ่านการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนรอบตัว การได้ฟังน้ำเสียง การสบตา การผลัดกันพูด และการได้รับการตอบสนองเมื่อพยายามสื่อสาร แม้เพียงเสียงอ้อแอ้ของทารกก็ล้วนเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการสื่อสารที่ซับซ้อนในอนาคต
ภาษาจึงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือสำหรับการพูดคุยเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญของการคิด เด็กที่มีคลังคำศัพท์มากขึ้นมักสามารถอธิบายความรู้สึก จัดระบบความคิด และแก้ปัญหาได้ดีขึ้น เพราะภาษาเปรียบเสมือนสะพานที่เชื่อมระหว่างประสบการณ์ภายในกับโลกภายนอก เมื่อเด็กสามารถบอกความต้องการของตนเองได้ เขาจะรู้สึกว่ามีคนรับฟัง เกิดความมั่นใจในการสื่อสาร และค่อย ๆ พัฒนาความเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเองตามมา

หากพูดถึงปัจจัยที่ส่งผลให้เด็กพูดน้อยอาจเกิดจากการที่เด็กไม่มีโอกาสได้สื่อสาร ยกตัวอย่างสถานการณ์ที่เด็กชี้นิ้วบอกความต้องการสิ่งของบางอย่างจากผู้ปกครอง แทนที่จะได้สิ่งที่ต้องการจากการพูดแสดงความต้องการ แต่กลับกันในบางครั้งเพียงแค่เด็กชี้นิ้ว แสดงสีหน้าหรืออากัปกิริยาที่บ่งบอกถึงสิ่งที่ต้องการ ผู้ปกครองมักจะตอบสนองต่อท่าทางเหล่านั้นทันที ทำให้เด็กไม่มีโอกาสได้สื่อสารออกมาเป็นคำพูด หรืออาจเกิดจากการที่เด็กมีคลังคำศัพท์ไม่มากพอ ทำให้เด็กอาจสื่อสารความคิด ความต้องการไม่ชัดเจน หรือสามารถสนทนาได้น้อย
ด้วยเหตุนี้การส่งเสริมให้เด็กพูดเก่งจึงไม่ใช่การฝึกให้เด็กพูดมากขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการสร้างประสบการณ์ที่ทำให้เด็ก "อยากสื่อสาร" อย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งหนึ่งในเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดสำหรับเด็กวัยปฐมวัยคือ "นิทาน"
เพราะนิทานหนึ่งเล่มมีคุณค่ามากกว่าการเป็นเรื่องเล่าที่ช่วยให้เด็กเพลิดเพลิน แต่นิทานเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่ปลอดภัย เด็กสามารถสังเกตอารมณ์ ความคิด และการกระทำของตัวละครโดยไม่รู้สึกว่ากำลังถูกสอน ทุกบทสนทนาในนิทานคือแบบอย่างของการใช้ภาษา ทุกเหตุการณ์คือโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้คำศัพท์ใหม่ ๆ ซึ่งในมุมนี้นิทานจะเข้ามาช่วยในเด็กที่ต้องการสร้างคลังคำศัพท์ส่งผลให้เมื่อเด็ก ๆ จะต้องพูดคุยกับผู้ปกครองหรือผู้อื่น เด็กจะมีความมั่นใจและสามารถสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และทุกคำถามที่เกิดขึ้นระหว่างการอ่านคือจุดเริ่มต้นของการสนทนาระหว่างพ่อแม่กับลูก ซึ่งการสนทนาเหล่านี้เองคือหัวใจสำคัญของการพัฒนาทักษะการสื่อสาร
เมื่อเด็ก ๆ ได้เรียนรู้คำศัพท์หรือแบบอย่างการใช้ภาษาจากการอ่านหนังสือนิทานแล้ว ขั้นตอนที่สำคัญสำหรับผู้ปกครองคือการสร้างโอกาสในการสื่อสารกับเด็ก ๆ หรือที่เรียกกันว่าการสร้างช่วงเวลาคุณภาพร่วมกัน แทนที่หลายบ้านมักจะใช้เวลาเหล่านั้นไปกับการเล่นเครื่องมือสื่อสารต่าง ๆ หากนำช่วงเวลานี้ตั้งคำถามและพูดคุยกับลูก จะเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กได้ลองใช้ภาษาและสื่อสารจริงกับคนรอบข้าง หากเด็กค่อย ๆ ฝึกฝน พัฒนาไปวันละนิดวันละหน่อย ในอนาคต ทักษะการสื่อสารของเด็กเองก็จะดีขึ้น

แล้วหนังสือแบบไหนกันที่จะชวนให้เด็กอ่านสนุกแล้วยังได้ทักษะทางด้านภาษาและการสื่อสาร มีหนังสือชุดหนึ่งที่พัฒนาขึ้นเพื่อส่งเสริมการอ่านให้กับเด็กไทยโดยเฉพาะ โดยเป้าหมายหลักของหนังสือชุดนี้ไม่ใช่การเล่าเรื่องเพื่อความเพลิดเพลินเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการพัฒนา "การอ่านออก อ่านได้ และอ่านเข้าใจ” นั่นคือ[หนังสือหัดอ่านตามระดับชุด อ่าน อาน อ๊าน] หนังสือชุดนี้เกิดจากการพัฒนาโดยคณะนักวิชาการภายใต้แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่านของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยนำแนวคิดจากหนังสือหัดอ่านตามระดับของต่างประเทศ เช่น Oxford Reading Tree และ Fountas & Pinnell มาปรับให้เหมาะกับภาษาไทยและพัฒนาการของเด็กไทย
ถึงแม้ว่าหนังสือชุดนี้จะได้ชื่อว่าเป็น “หนังสือหัดอ่านตามระดับ” แต่ภายในเล่มนั้นยังคงภาพประกอบเช่นเดียวกับนิทานที่เด็ก ๆ ชื่นชอบ หนังสือแต่ละเล่มในชุดได้รับการออกแบบให้เหมาะสมกับระดับการเรียนรู้ของเด็ก ตั้งแต่การสร้างความคุ้นเคยกับคำศัพท์ การเชื่อมโยงภาพกับภาษา ไปจนถึงการพัฒนาให้เด็กสามารถอ่านและสื่อสารได้อย่างมั่นใจ ผ่านเรื่องราวที่ใกล้ตัวและชวนให้เกิดบทสนทนาระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่ จึงช่วยส่งเสริมทักษะทางภาษาและการสื่อสารของเด็กดีขึ้น
สิ่งที่ช่วยพัฒนาการสื่อสารของเด็กได้ดีที่สุดไม่ใช่จำนวนหนังสือที่มีอยู่บนชั้น แต่คือคุณภาพของช่วงเวลาที่ผู้ใหญ่ใช้ร่วมกับเด็ก หนังสือเพียงหนึ่งเล่มสามารถสร้างบทสนทนาได้ไม่รู้จบ หากผู้ใหญ่เปิดโอกาสให้เด็กได้คิด ได้ถาม ได้ตอบ และได้รับการรับฟังโดยไม่เร่งรีบ เพราะในสายตาของเด็ก การที่ผู้ใหญ่ตั้งใจฟังสิ่งที่เขาพูด คือการบอกกับเขาว่า "เสียงของลูกมีคุณค่า"

